ท่าน ว.วชิรเมธี เคยเทศนาให้ฟังไว้ว่า "ชีวิตคนเราก้อเหมือนขอนไม้ 2 ท่อน ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล อยู่มาวันนึง.. ขอนไม้ทั้ง 2 ก้อจะลอยมาเจอกัน เรียกได้ว่ามีวาสนาต่อกัน แล้วพอกาลเวลาผ่านพ้นไป ขอนไม้ทั้ง 2 ก้อต้องลอยแยกจากกันไปตามทางของตนเอง เปรียบได้กับคำที่ท่านได้บอกไว้ว่า การแก่ การเจ็บ การพลัดพราก การตาย และการมีกรรมเป็นของตนเอง ทั้งหมดทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้น...เหมือนกับเรื่องที่พี่น้องหนูได้มีวาสนามีเจอกับน้องรุตม์
เรื่องราวของพี่น้องหนูกับน้องรุตม์เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2551..มีเพื่อนที่ทำงานคนนึง (ชื่อแบ๊งค์) อยู่ดีๆก้อถามว่าเราจาไปศิริราชเมื่อไหร่ (ปกติจาไปหาคุณหมอทุกเดือนๆละ 2-3 ครั้ง) เพราะอยากจาให้ไปเยี่ยมน้องคนนึง (ซึ่งก้อคือ นรุตม์) ซึ่งเป็นคนรู้จักของแฟนแบ๊งค์ (ชื่อเป้) พอดีน้องคนนี้เค้าเนี่ยป่วยเป็นมะเร็งกระดูกและรักษาตัวอยู่ที่ศิริราช ก้อเลยนัดกันแล้วไปหาน้องรุตม์ที่ ฉ.ก.ชั้น 10
วันแรกที่ได้เจอกับน้องรุตม์ บอกตามตรงว่าไม่เหมือนคนป่วยเรยย เพราะหน้าคุณน้องรุตม์ใสกริ๊ก ผิวขาว ตัวสูง นอนยิ้มหวานอยู่บนเตียงผู้ป่วย เราก้อเข้าไปคุยโน่น คุยนี่ ถามโน่นถามนี่ไปเรื่อย น้องก้อคงคิดเนอะว่าป้าคนนี้มาทำอารัยเนี่ยย..จนถามเรื่องอาการป่วย ย้องรุตม์ก้อเล่าอาการป่วยแล้วพูดขึ้นมาว่าอาจต้องทำการผ่าตัด แล้วต้องมีถุงปัสสาวะห้อยติดตัว "ยังไม่รู้เลยว่าจะไปเรียนยังไง" พอได้ยินที่น้องพูดจบ เราก้อรู้สึกได้เลยว่าน้องคนนี้เนี่ยย เข้มแข็ง และกำลังใจดีมากๆๆ น้องรุตม์คิดอยู่ตลอดเลยว่าต้องหายป่วย แล้วกลับไปเรียนที่ นิติฯ จุฬาฯให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องรุตม์ตั้งใจ และทุกๆคนในครอบครัวของน้องก้อภูมิใจมากๆด้วย
และวันนั้นคุณแม่เราก้อไปด้วย คุณแม่น้องรุตม์ก้อเลยหันมาถามแม่เราว่า "คุณแม่ทำใจยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น?" (เพราะเราก้อป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย) แม่เราก้อเลยบอกว่า "ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นไปแล้ว และไม่สามารถกลับไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอารัยได้ ก้อต้องเดินหน้ายอมรับ และสู้กับมัน และที่สำคัญที่สุด คือต้องเข้มแข็ง และต้องไม่ร้องไห้ต่อหน้าลูก.." จากนั้น 2 แม่..ก้อกอดกัน และก้อร้องไห้ ต่อหน้าเรา และน้องรุตม์..เฮ้ออ..-__-"จากนั้นน้องรุตม์ก้อต้องไปฉายแสง ก้อเลยบอกน้องไว้ว่าวันหลังมาเยี่ยมใหม่ แล้วเค้าก้อเข็นเตียงน้องรุตม์ออกไป แล้วรุตม์ก้อหันมาบ๊ายบายพวกเรา
หลังจากวันนั้นเราก้อกลับมาเล่าเรื่องราวความน่ารักของน้องรุตม์ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ได้ฟัง และเราก้อได้ไปเยี่ยมน้องรุตม์ พยายามหาสิ่งบันเทิงเพื่อให้น้องไม่เบื่อเวลาอยู่ที่โรงพยาบาล (เพราะเราเองก้อไม่ชอบนอนโรงพยาบาลง่ะ) จำได้ว่าน้องอยากดู Wall-E แบ๊งค์ก้อเลยหามาให้น้องดู พี่ฝ้าย (พี่ที่ทำงาน) ก้อฝาก DVD Street Magic มาให้น้องด้วย ส่วนเราก้อไปหาซื้อหมวกRipcurlสีน้ำเงินมาให้น้อง เผื่อว่าน้องเค้าจาได้ใส่เวลาไปข้างนอก(เพราะรุตม์ให้เคมี ผมเลยร่วง) ขอบอกว่าน้องใส่หมวกใบนั้นแล้วหล่อมั่กๆจิงนะ (ไม่ได้เว่อร์นะ)
ไม่รู้สิ..การไปเยี่ยมหรือคุยกับน้องนุตม์มันก้อกลายเป็นอีก 1 กิจวัตรก้อว่าได้นะ เพราะถ้าช่วงวันธรรมดาไม่ได้ไปหาน้องรุตม์ ก้อจาโทรหาแม่น้องรุตม์ หากช่วงไหนน้องไม่หลับก้อจาได้คุยกะรุตม์ด้วย เวลาไปหาน้องรุตม์จาไปกันเป็นแก๊งค์มีพี่น้องหนู พี่ไก๋ พี่เป้ และพี่แบ๊งค์ บางทีก้อไปสอนน้องเล่นรูบิคด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษจิงๆ ยังจำได้ว่าน้องชอบกินไอติมบีบๆ Wall รสโคล่า,กล้วยเล็บมือนาง(กินทีเป็นหวี555) วันนั้นน้องบอกอยากกินไข่ยัดไส้ แม่เราก้อเลยทำไปให้..แต่ตอนนี้นะไปศิริราช..หาหมอเสร็จแล้วก้อกลับเลยยง่ะ..คิดถึงรุตม์มากๆ
มีอยู่วันนึงรุตม์หันมาพูดกับเราว่า "ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จัก หรือคนที่เพิ่งรู้จักถึงได้ดีกับรุตม์อย่างนี้" เราก้อเลยบอกน้องรุตม์ไปว่า "ทุกอย่างเริ่มที่รุตม์นะ เพราะทุกๆคนที่มาเยี่ยมรุตม์เนี่ยย..ใช่ว่าเค้าจะมาให้กำลังรุตม์อย่างเดียวนะ รู้มั๊ยว่ารุตม์ต่างหากที่เป็นคนแบ่งปันกำลังใจ และเติมความเข้มแข็งให้กับทุกๆคน ด้วยความที่รุตม์เป็นคนน่ารัก เข้มแข็ง และไม่ท้อเนี่ยยไง และพี่ก้อเชื่ออีกว่าเราสามารถสร้างปาติหานได้ด้วยตัวของเราเองนะ" ก้อเลยบอกน้องว่ามีเพลงๆนึงเป็นเพลงของพวกเรานะ ซึ่งก้อคือเพลง Just Stand Up (Stand up to Cancer) และก้อบอกรุตม์ท่อนนี้เป็นของรุตม์นะ "Be your own miracle" พี่เชื่อว่ารุตม์ทำได้นะ..ทุกอย่างเริ่มใจเรา..
ไปเยี่ยมน้องรุตม์แต่ละครั้งก้อจะกลับมาเล่าให้ทุกๆคนฟังกันถึงความน่ารักของรุตม์ จนวันนึงเราได้มีโอกาสเข้าไปขอบคุณทางรายการ"เจาะใจ"ก้อเลยพูดกับทางรายการเล่นๆว่าจากจาส่งความสุข พี่ๆที่เจาะใจก้อเข้าใจว่าเราอยากจากส่งความสุขให้กับคนที่เคยช่วยเหลือเรา แต่เราบอกว่าก้ออยากทำแบบนั้นอ่ะนะ แต่อยากจาส่งความสุขให้กับน้องรุตม์มากกว่า คืออยากจะแบ่งปันกำลังใจที่เราเคยได้รับมากมาย จนกระทั่งน้ำใจเหล่านั้นกลายมาเป็นปาติหานแห่งน้ำใจที่ทำให้เราหายป่วยได้จนทุกวันนี้ เลยแอบหวังเล็กๆว่าอาจให้มีปาติหานเกิดขึ้นกับน้องรุตม์บ้าง เลยอยากส่งความสุขให้กับน้องรุตม์ เพื่อจะได้กลับมาเรียนอีกครั้ง ทีมงานก้อดีมั่กๆๆเลยย
เราก้อเลยมาคุยแอบถามรุตม์ว่าชอบอารัยเป็นพิเศษ ดาราหรือนักร้องคนไหน รุตม์ก้อบอกว่าชอบพี่เคน ธีรเดช เพราะพี่เคนเป็นที่รักครอบครัวมากกก..แล้วยังชอบตีกลอง แถมยังชนะเลิศระดับอาเซี่ยนด้วย และก้ออยากเรียนนิติศาสตร์ตั้งแต่ ม.4 เพราะอยากเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย เราก้อเลยรีบกลับมาคุยเรื่องข้อมูลกับพี่ป้อง (ทีมงานเจาะใจ) จำได้ว่า 2 วันก่อนที่จะมาถ่ายรายการ รุตม์เพิ่งรู้ข่าวร้ายว่าไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว เนื่องจากมะเร็งได้ลามไปที่ปอด ซึ่งก้อคือจากมะเร็งระยะที่ 2 กลายเป็นระยะที 4 เห็นน้องรุตม์อึ้งไปเหมือนกันนะ หน้าซีดดมากก ก้อกลัวน้องจะท้อ แบบถอดใจอ่ะนะ แต่ซักพักหลังจากนั้นรุตม์ก้อชวนพี่ไก๋และแบ๊งค์เล่นรูบิคกันต่อ..แบบว่าสุดยอดจิงๆๆ เข้มแข็งมากๆๆๆ ไม่เห็นน้ำตารุตม์เลยยย..ทุกคนก้อพยายามทำตัวเป็นปกติ..ทั้งๆที่ในใจมันเศร้าสุดๆ
วันที่รายการมาถ่ายทำนั้นเป็นวันที่ 1 พ.ย.51 ประมาณ 11.00 น. จำได้ว่าวันนั้นทุกๆคน ถ่ายรายการไปก้อร้องไห้กันไปทั้งทีมงาน พี่บ๊วย พี่ตุ๊ยตุ่ย พี่ป้อง และทุกๆคนบริเวณนั้น รวมถึงเราและน้องรุตม์ด้วย รุตม์ยังเอื้อมมาจับมือเราเลยบอกร้องไห้ทำไม ไม่ต้องร้องนะ..เฮ้ออ คุณน้องรู้มั๊ย คือมันไม่ได้เศร้าแบบเสียใจอ่ะนะ คือแบบว่ามันซาบซึ้งใจ ตื้นตัน ดีใจ โอ้ยยย หลายสิ่งมากกๆๆอ่ะ (คงเข้าใจกานนะ) พี่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความสุขของน้องรุตม์ และคำพูดที่ว่า "ปีหน้าเจอกัน เราจะกลับไปเรียนน.." มันจับใจสุดๆขอบอก
หลังจากวันนั้น..ประมาณ 1 สัปดาห์คุณน้องรุตม์ก้อเริ่มมีอาการติดเชื้อที่ปอดเลยยังไม่สามารถให้เคมีบำบัดได้ ทำให้ตัวโรคเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนน้องรุตม์ก้อมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ (คือเดิมก้อปวดจะแย่อยู่แล้ว ต้องฉีดมอร์ฟีนเกือบทุกๆ 6 ช.ม.เลย) บางทีโทรหาแม่รุตม์ ก้อจะได้ยินเสียงรุตม์ดังแทรกเข้ามา "แม่ครับ รุตม์ปวดด โอ๊ยย ปวดครับแม่ ปวดด.." ขนาดเราเป็นคนอื่นนะเนี่ย ได้ยินเสียงน้องแล้วยังรู้สึกแบบว่าสงสารน้องมากๆๆง่ะ คือหลังๆเนี่ยน้องปวดมากจนกระทั่งน้องรุตม์ต้องใช้มอร์ฟีนฉีดเข้าเพื่อระงับปวดตลอดเวลา ทำให้น้องง่วงซึมทั้งวันเลยยย และเริ่มทานอารัยไม่ค่อยได้ จนคุณหมอต้องให้ทานอาหารเสริมง่ะ
ครั้งหลังๆรุตม์เริ่มผอมลงมาก และต้องครอบออกซิเจนตลอดเวลา เพราะมีอาการเหนื่อยหอบ และดูแล้วว่าอาการเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนน้องกินข้าวได้น้อยมากๆๆมื้อนึงกินได้ 1-2 คำเท่านั้น เพราะเหนื่อย คือดูดน้ำยังเหนื่อยเลยย จากนั้นรุตม์ก้อเริ่มมีอาการขาบวม ปัสสาวะไม่ได้ต้องใส่สายสวน รวมถึงจำกัดน้ำดื่มด้วย คือประมาณว่าต้องเก็บน้ำไว้กินกะยาอ่ะ เฮ้ออ..คุณแม่รุตม์บอกว่า ตอนนี้ก้อนเนื้อตรงสะโพกได้ไปเบียดกับไต ทำให้ขาบวม แล้วก้อก้อนตรงปอดก้อโตไปเบียดกระบังลม ทำให้น้องหายใจไม่ค่อยสะดวกง่ะ พอเห็นรุตม์เป็นแบบนี้แล้วใจคอไม่ค่อยดี คุณพ่อคุณแม่น้องเค้าก้อดูเศร้ามากกๆๆๆ และคุณหมอก้อเริ่มคุยกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องจะทำยังไงให้น้องรุตม์ไปอย่างไม่ทรมานนน..หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่อ่ะเนอะ ฟังอย่างงี้แล้วมันรู้สึกใจสลาย..
พอดีวันที่ 18 พ.ย.วันนั้นเลิกงานเร็ว พี่ฝ้าย (พี่ที่ทำงาน) เลยช่วยติดต่อพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ให้ เลยรีบไปหาน้องรุตม์ แล้วพาคุณแม่รุตม์มาพบพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ที่วิมุตยลัย หลังจากที่คุณแม่ได้ฟังเทศนาธรรมจากท่าน ว.วชิรเมธี แล้ว คุณแม่มีความเข้มแข็งมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว ท่าน ว. กล่าวว่าให้เรา รู้.ทัน.ทุกข์ แล้วจะไม่ทุกข์...แล้วยังถามรุตม์เลยว่าจะให้มาดูเจาะใจเป็นเพื่อนมั๊ย น้องบอกว่า "ได้คับ แต่ก้อเกรงใจ" เราก้อบอกไม่เป็นรัยเด๋วดูอีกทีละกาน
และแล้ววันพฤหัสที่ 20 พ.ย. เป็นวันที่รายการ "เจาะใจ" จะออกอากาศตอนของ นรุตม์ ซึ่งตอนกลางวันคุณแม่รุตม์โทรมาบอกเราว่า วันนี้มีคนมาเยี่ยมและโทรเข้ามาที่โรงพยาบาลเยอะมาก และเมื่อคืนรุตม์ก้อไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะคุณหมอไม่ได้ให้ยานอนหลับ ตอนนี้ทั้งน้องและแม่เหนื่อยมาก ทางพยาบาลเลยติดป้ายงดเยี่ยม หรือถ้าจาเยี่ยมก้อต้องเขาไปเยี่ยมครั้งละ 3-4 คนอ่ะ เราก้อเลยรู้สึกแบบว่าเอ่ออ เป็นเพราะเรารึป่าววเนี่ย ทำให้รุตม์และแม่เหนื่อยอ่ะ เลยโทรไปขอโทษแม่น้องรุตม์ แม่บอกว่ามาขอโทษแม่ทำไม น้องหนูไม่ได้ทำอารัยผิด เพียงแต่ว่าที่โทรมาอ่ะ โทรมาคุยด้วยเพื่อปรึกษา เพราะคุณแม่เกรงใจพยาบาลเท่านั้นเองที่คนมาเยี่ยมน้องเยอะเลย..เราก้อเฮ้ยยโล่งใจ..ก้อเลยไม่ได้ไปดูเจาะใจกะน้องเพราะน้องและแม่คงอยากพักผ่อนมากกว่า
ตอน 2 ทุ่มกว่าๆ เราก้อโทรหาแม่รุตม์บอกว่าอย่าลืมดู "เจาะใจ" คืนนี้นะตอน 4 ทุ่มกว่าๆ คุณแม่บอกว่ารุตม์เพิ่งหลับไปเอง เพราะคุณหมอให้ยานอนหลับ เลยไม่รู้จาได้ดูหรือป่าว เราก้อเลยบอกไม่เป็นรัย ถ้าไม่ได้ดูเดี๋ยวจาเอาแผ่นจากรายการไปให้ดูที่ศิริราช แม่ก้อบอกล่ะว่าคุณหมอได้แจ้งพยาบาลไว้ให้เตรียมย้ายเตียงรุตม์ไปตรงทีวีด้วย (รุตม์นอนห้องรวมสิทธิ์ 30 บาท) แต่นั่นแหล่ะ พอใกล้เวลาคุณแม่ และพยาบาลปลุกรุตม์ยังไงก้อไม่ตื่น แล้วช่วงตี 1 คุณแม่รุตม์ก้อโทรมาบอกว่าตอนนี้รุตม์ปลุกไม่ตื่นแล้ว และสัญญารณชีพต่างๆเริ่มลดลง ก้อเลยรีบเผ่นออกจากบ้านโดยด่วนเพื่อไปหาน้องรุตม์ รวมถึงพยายามติดต่อเพื่อนๆของรุตม์ ตอนแรกโทรหาปูเปรี้ยวแต่โทรไม่ติด เลยลองโทรหาไอค์โชคดีที่เจอเลยฝากบอกให้ตามเพื่อนๆมาที่ศิริราช
ซักประมาณตี 4 ความดัน และชีพจรน้องรุตม์เริ่มสวิง เลยใจไม่ดีนัก ไม่รู้ทำไง พยาบาลก้อเข้ามาบอกว่าอยากคุยหรือบอกอารัยรุตย์ก้อรีบบอกนะ เราเลยตัดสินใจโทรหาพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี พยายามติดต่อตั้งแต่ตี 4 จนถึงตี 5 จึงสามารถติดต่อท่าได้ จึ้งขอความกรุณาช่วยเทศนาธรรมให้ นรุตม์ ฟังเป็นครั้งสุดท้าย โดยเปิด Speaker ให้ทุกๆคนได้ฟังเทศน์ด้วย ท่าน ว. เทศน์ประมาณ 1 ช.ม.จากนั้นประมาณ 40 นาที คือ วันที่ 21 พ.ย. 51 เวลา 6.50 น. น้องรุตม์ก้อจากทุกๆคนไปอย่างสงบ โดยมีทุกๆคนมารอส่งรุตม์ไปสู่สุขคติ...
ถึงแม้ว่าคุณน้องรุตม์จะจากไปแล้ว แต่คุณน้องจะยังอยู่ในใจของพี่น้องหนู และทุกๆคนตลอดไปนะ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องราวน้องรุตม์ยังเป็นการปลุกความเข้มแข็ง และเติมเต็มกำลังใจให้กับอีกหลายๆคน "1คนตาย 1,000,000ตื่น" ตื่นมาเพื่อให้เห็นคุณค่าของชึวิต และรู้คุณค่าของเวลาที่ผ่านพ้นไปว่า แต่ละเสี้ยววินาที วินาที นาที ชั่วโมง วัน สัปดาห์ เดือน และปี มันมีคุณค่ามากเพียงใด..ขอบคุณนรุตม์มากๆๆๆ
มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง และที่สำคัญ รวยๆๆๆๆ ไม่ยั้งนะจ๊ะ